อัพเดทและเที่ยวชมงาน
Local Thunders จะไปถึง Global Transformation ได้อย่างไร? คุยกับกรรมการ CMDW2026
Local Thunders จะไปถึง Global Transformation ได้อย่างไร?คุยกับกรรมการ CMDW 2026 ว่าด้วยความท้าทายของนักสร้างสรรค์ภาคเหนือLocal Thunders, Global Transformation คือแนวคิดของเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569 หรือ Chiang Mai Design Week 2026 ปีนี้ ซึ่งฉายภาพของเสียงฟ้าร้องจากท้องถิ่นภาคเหนือ ในฐานะพลังสร้างสรรค์ที่ก่อตัวขึ้นจากรากเหง้าและภูมิปัญญาของพื้นที่ ก่อนแผ่ขยายแรงสะเทือนสู่แรงขับเคลื่อนที่พลิกโฉมและสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับสากลภายหลังเปิด Open Call คัดเลือกผลงานจากเหล่านักสร้างสรรค์ที่จะมาร่วมจุดประกายพลังงานใหม่ในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ปีนี้ เรามีโอกาสพูดคุยกับ 2 ใน 5 คณะกรรมการคัดเลือกผลงานประเภท Design Showcases and Exhibitions ได้แก่ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้ง Dots Design Studio และอังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปินและผู้ก่อตั้ง Artist + Run Gallery ถึงภาพรวมของผลงานที่ผ่านการคัดสรร และความคาดหวังที่อยากเห็นผลงานเหล่านั้นสะท้อนภาพ Local Thunders สู่ Global Transformation ได้อย่างแท้จริงกฤษณ์ พุฒพิมพ์ ไม่ใช่คนหน้าใหม่ในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ ย้อนกลับไปในปีแรกที่มีการจัดงาน กฤษณ์เคยนำผลงานจากสตูดิโอของเขา และผลงานของกลุ่ม Design Plant มาจัดแสดง และต่อมา เขาก็เป็นผู้ร่วมชมงานแทบทุกปีมานับทศวรรษ ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้เขายังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกผลงานในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) ด้วย และนี่คือมุมมองของกฤษณ์ในฐานะกรรมการคัดเลือก ผู้อยากเห็นโอกาสของนักสร้างสรรค์ไทยจากการจัดเทศกาลครั้งนี้“ผมสนใจในงานออกแบบในฐานะเครื่องมือยกระดับวัตถุหรือเครื่องใช้ทั่ว ๆ ไปที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น พร้อมไปกับรูปลักษณ์ที่ตอบสนองกับรสนิยมของยุคสมัยมากขึ้น ความสนใจนี้สอดคล้องไปกับที่เหล่านักสร้างสรรค์ท้องถิ่นส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ คือการนำอัตลักษณ์หรือคาแรกเตอร์ท้องถิ่นที่มีความยูนีก (Unique) มาต่อยอด แต่ความยูนีกนี้เองก็มีทั้งข้อดีและไม่ดี เอาข้อดีก่อน พอเราเลือกโจทย์การสร้างสรรค์ที่มันโลคัลมาก ๆ มันอาจจะสื่อสารกับคนท้องถิ่นหรือคนที่มีพื้นเพวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ในมุมที่ผมทำงานเชิงพาณิชย์ ภาษาในการสื่อสารนี้มันอาจเฉพาะตัวเกินไป ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างในเรื่องนี้การหาสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับความเป็นสากลจึงสำคัญ ซึ่งเทศกาลงานออกแบบมันพยายามค้นหาสิ่งนี้มาตลอด ที่ผ่านมาเทศกาลฯ ก็พยายามเชื่อมกับเครือข่ายนักสร้างสรรค์นานาชาติผ่านการจัด International Pavillion มาตลอด โดยอีกสิ่งที่ผมมองว่ามันน่าจะช่วยได้ คือเราอาจต้องทำให้เทศกาลฯ มีความเป็นพาณิชย์มากขึ้นยกตัวอย่าง Milan Design Week ที่อิตาลี เราจะเห็นภาคธุรกิจมาร่วมอีเวนต์ค่อนข้างมาก แบรนด์รถยนต์อย่าง Audi, Peugeot หรือ Mazda หรือกระทั่งแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ใหญ่ ๆ เข้ามาเปิดบูธหรือพาวิลเลียน ควบคู่ไปกับแบรนด์ดีไซน์ของอิตาลี และโชว์เคสของศิลปินและนักออกแบบท้องถิ่นมองในแง่หนึ่งมันก็เหมือนการเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ขายของ แต่ในฐานะเทศกาลที่มีการคัดกรองเนื้อหาให้ตอบโจทย์กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สิ่งนี้มันทำให้ผลงานของคนตัวเล็ก ๆ ถูกเห็นจากผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เช่นเดียวกับที่คนตัวเล็ก ๆ จะได้เห็นนวัตกรรมของแบรนด์ระดับนานาชาติ มันช่วยสร้างทั้งบทสนทนา และช่องทางที่จะทำให้งานสร้างสรรค์ท้องถิ่นสามารถเจอที่ทางที่ทำให้ผลงานพัฒนาในวงกว้างได้มากขึ้นแน่นอน ที่ผ่านมาเทศกาลออกแบบเชียงใหม่เริ่มมีพาร์ทเนอร์ที่เป็นแบรนด์ธุรกิจระดับประเทศมากขึ้นแล้ว แต่ผมคิดว่าถ้าเราขยายความร่วมมือกว่านี้ได้อีก เทศกาลมันน่าจะมีความน่าตื่นตามากกว่านี้ และตอบโจทย์ Global Transformation ได้มากยิ่งขึ้น”แม้ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ จะออกตัวว่าค่อนข้างอยู่ห่างไกลจากแวดวงนักออกแบบ หากด้วยประสบการณ์ทำงานศิลปะมายาวนาน รวมถึงเคยรับหน้าที่เป็นหนึ่งในภัณฑารักษ์เทศกาลศิลปะ Thailand Biennale 2023 CEA สำนักภาคเหนือจึงชวนศิลปินผู้มีพื้นเพจากเชียงราย และเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ทั้งในกรุงเทพฯ และในระดับท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน มาร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกผลงานจัดแสดงในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ปีนี้ บางทีความเป็น “คนนอก” วงการออกแบบนี่เองที่ทำให้เขาสนใจแนวคิดหลักของเทศกาลเป็นพิเศษ และคาดหวังถึงกลไกที่จะต่อยอด Local Thunders สู่ Global Transformation ได้จริง“พื้นเพผมเป็นคนเชียงราย แต่มาเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ ความที่เมืองอยู่ไม่ไกลกัน หลังจากนั้นผมก็มีโอกาสมาดูงานศิลปะตามแกลเลอรีต่าง ๆ รวมถึงมาดูเทศกาลงานออกแบบฯ อยู่บ่อย ๆ ผมมองว่าเชียงรายและเชียงใหม่มีจุดแข็งเหมือนกัน คือมีงานคราฟต์หรืองานหัตถกรรมเป็นต้นทุนที่ยอดเยี่ยม และมีนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่พร้อมนำต้นทุนเหล่านี้มาต่อยอด อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาผลงานเหล่านี้อาจตอบโจทย์แค่ระดับฟังก์ชัน ความสวยงาม หรือการเพิ่มมูลค่าให้วัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่สัดส่วนของงานที่สร้างอิมแพคมากกว่านั้นยังไม่มากนักผมคิดว่านี่คือโจทย์ที่เทศกาลงานออกแบบ รวมถึงตัวผมในฐานะกรรมการคนหนึ่ง ต้องสรรหาหรือกระตุ้นให้นักสร้างสรรค์ขับเคลื่อนผลงานไปอีกระดับให้ได้ เทศกาลฯ คือพื้นที่ของการทดลองเรื่องนี้ หลายคนอาจมองว่าในหลาย ๆ ปี โชว์เคสมันซ้ำ ๆ เล่าเรื่องคล้ายเดิม แต่ในฐานะคนทำงานศิลปะ ผมคิดว่าการพัฒนางานจากความซ้ำ ทำให้แม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ มันจะค่อย ๆ หล่อหลอมให้ผลงานและความคิดแหลมคมและสร้างผลกระทบที่มากกว่าเดิมได้เองจริง ๆ แล้ว Local Thunders, Global Transformation ถือเป็นคำใหญ่ทีเดียวนะครับ ผมคิดว่านักสร้างสรรค์ภาคเหนือ รวมถึงทั้งประเทศเราเนี่ย สร้างโลคัลธันเดอร์ได้อยู่แล้ว และเท่าที่ดูผลงานที่มานำเสนอ ก็คิดว่าเทศกาลปีนี้น่าจะสนุกและตื่นตาตื่นใจเลยล่ะ แต่ความท้าทายจริง ๆ คือจะทำอย่างไรให้ธันเดอร์นี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมันอาจไม่ใช่หน้าที่ของผู้จัดเทศกาลอย่างเดียว แต่ต้องประสานไปกับภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายต่าง ๆ ให้ข้อเสนอในงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ สามารถนำไปต่อยอดหรือใช้งานได้จริงทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ”กรรมการคัดเลือกผลงานประเภท Design Showcases and Exhibitions และ Creative Business Showcases and Exhibitions / POP Market สำหรับเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569 ปีนี้ ประกอบด้วยกฤษณ์ พุฒพิมพ์ นักออกแบบ และเจ้าของ DOTS DESIGN STUDIOปิยะนันท์ มหานุภาพ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ (Nohmex) วิสุทธิ์ ลิ้มอารีย์ ผู้ก่อตั้ง Asiatides Paris และเจ้าของ Wit’s Collectionอังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปิน และผู้ก่อตั้ง Artist + Run Galleryอิ่มหทัย กันจินะ ผู้อำนวยการ CEA สำนักภาคเหนือ#ChiangMaiDesignWeek #CMDW2026 #LocalThundersGlobalTransformation
06 ต.ค. BBBB
OPEN CALL FOR VENDORS: SCENTS ASIA 2026
SCENTS ASIA 2026ท้องถิ่น กลิ่นหอมไกล สู่ระดับโลก From Local Scents to Global Appreciationเปิดพื้นที่ให้ กลิ่นหอม วัตถุดิบ ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์จากไทยและเอเชีย ได้พบกับผู้คน โอกาส และมุมมองใหม่ ๆOPEN CALL FOR VENDORSชวนผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์จากหลากหลายสาขาในกลุ่ม Scent & Wellness มาร่วมจัดแสดงสินค้า ผลงาน และเรื่องราวของแบรนด์เปิดรับสมัครผู้ประกอบการในกลุ่ม• น้ำหอมและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย / Perfume & Body Care• เครื่องหอมสำหรับบ้าน / Home Fragrance• เครื่องสำอาง / Cosmetics• ผลิตภัณฑ์สมุนไพร / Herbal Products• งานหัตถกรรม งานคราฟต์ และเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาวะ / Wellness Crafts & Furniture• สิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ / Printing & Packaging• อาหารและเครื่องดื่ม / Local Food & Beverageมาร่วมเปิดพื้นที่ให้ เรื่องราวของแบรนด์ วัตถุดิบ และความคิดสร้างสรรค์ของคุณ ได้พบกับผู้คนใหม่ ๆ และโอกาสใหม่ ๆ จากประเทศไทยและนานาชาติTRADE • SHOWCASES • AWARDS • EXHIBITIONS • TALKS📍 TCDC Chiang Mai, Chiang Mai, Thailand🕙 5 – 13 ธันวาคม 2569 | 10.00 – 20.00 น.📌 เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ > คลิกลิงก์ https://forms.gle/GgFdsb8q1kk59XTDASCENTS ASIA 2026From Local Scents to Global AppreciationFestival Trade FairFrom Scent through Senses and WellbeingA space where scent, local resources, traditional knowledge, and creativity from Thailand and Asia come together with new people, opportunities, and perspectives.OPEN CALL FOR VENDORSWe invite brands, entrepreneurs, makers, and creative practitioners from the Scent & Wellness industries to showcase their products, works, and brand stories.Calling for:• Perfume & Body Care• Home Fragrance• Cosmetics• Herbal Products• Wellness Crafts & Furniture• Printing & Packaging• Local Food & BeverageBring your brand stories, local resources, and creative ideas to connect with new audiences and opportunities from Thailand and beyond.TRADE • SHOWCASES • AWARDS • EXHIBITIONS • TALKS📍 TCDC Chiang Mai, Chiang Mai, Thailand🕙 5 -13 DEC 2026 | 10.00 – 20.00 📌 OPEN CALL FOR VENDORS — NOW OPEN https://forms.gle/GgFdsb8q1kk59XTDAQ1: งาน SCENTS ASIA 2026 คืออะไร และจัดขึ้นภายใต้แนวคิดใด?What is SCENTS ASIA 2026 and what is its concept?เป็นงาน Festival Trade Fair เพื่อเปิดพื้นที่ให้ ‘กลิ่นหอม’ ของแบรนด์ถ่ายทอดเรื่องราว วัตถุดิบ ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์จากไทยและเอเชีย ได้พบกับผู้คน โอกาส และมุมมองใหม่ ๆ ในระดับนานาชาติA Festival Trade Fair provides a platform for brands’ ‘scents’ to share their stories, local resources, traditional knowledge, and creativity from Thailand and Asia, connecting with new audiences, opportunities, and perspectives globally.Q2: Open Call เปิดรับสมัครถึงเมื่อไหร่ และจะประกาศผลผ่านทางช่องทางใด?When is the application deadline for the Open Call, and where will the results be announced?เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 25 ตุลาคม 2569 และจะประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือกในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ผ่านทาง Facebook Page: Scents AsiaApplications are open from now until October 25, 2026. The list of selected vendors will be announced on October 30, 2026, via Facebook Page: Scents AsiaQ3: งานจัดขึ้นเมื่อไหร่ และจัดที่ไหน?When and where will the event take place?งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 13 ธันวาคม 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคาร TCDC Chiang Mai The event will take place from December 5 – 13, 2026, between 10:00 AM – 8:00 PM at TCDC Chiang MaiQ4: ภายในงานมีกิจกรรมหลักอะไรบ้าง?What are the main activities at the event?ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ได้แก่ Trade, Showcases, Awards, Exhibitions, Talks และ WorkshopKey activities include Trade, Showcases, Awards, Exhibitions, Talks, and Workshops.Q5: ผู้จัดงานเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก (Vendor Facilities) อะไรให้บ้าง?What facilities are provided by the organizer for vendors?รายละเอียดเพิ่มเติมผู้จัดจะดำเนินการชี้แจงภายหลังจากการคัดเลือก โดยสิ่งที่ผู้จัดเตรียมให้เบื้องต้น ได้แก่:เคาน์เตอร์จัดแสดงสินค้า พร้อมพื้นที่จัดเก็บสินค้า (Stock Storage) ใต้เคาน์เตอร์ปลั๊กไฟ จำนวน 1 จุดต่อบูธป้ายชื่อแบรนด์Additional details will be clarified by the organizers following the selection process. The basic facilities provided include:Display counter with under-counter stock storage1 power outlet per booth.Brand sign.Q6: มีเงื่อนไขสำคัญเรื่องการจัดบูธอย่างไรบ้าง?What are the important conditions or notes regarding booth setup?รูปแบบ ขนาดพื้นที่ และอุปกรณ์ที่จัดเตรียมให้อาจมีความแตกต่างกันตามประเภทและลักษณะของแต่ละโซน โดยโซน A และ D จะมีชั้นหนังสือเป็นฉากหลัง ทั้งนี้ ผู้จัดงานขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนรายละเอียดตามความเหมาะสมSpace layouts, dimensions, and provided equipment may vary depending on the category and format of each zone. Please note that Zone A and Zone D will feature bookshelves as a background. The organizers reserve the right to adjust details as deemed appropriate.Q7: ช่องทางหลักในการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม?What are the main channels for further inquiries?สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Inbox ของ Facebook และ Instagram: Scents AsiaFor more information, please contact us via direct message (Inbox) on Facebook and Instagram: Scents Asia
06 ต.ค. BBBB
เมื่อ “กลิ่น” คืออนาคตของ Wellness Economy ไทย
เมื่อ “กลิ่น” คืออนาคตของ Wellness Economy ไทยสนทนากับ ชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทยและนักส่งออกสปาไทยสู่ตลาดโลก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดเวลเนสไทยเติบโตอย่างน่าตื่นตา โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า ระหว่างปี 2022 – 2024 ได้ขยายตัวกว่า 35% จาก 31.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และติดอันดับหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่ม 25 ตลาดใหญ่ของโลก ตัวเลขเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจสปาและการนวดแผนไทย ไปจนถึงสมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ไทยมีต้นทุนสะสมมาเนิ่นนานในโลกที่ AI กำลังเข้ามาแทนที่งานหลายประเภท อุตสาหกรรมเวลเนสเป็นหนึ่งในธุรกิจไม่กี่ประเภทที่ผูกโยงกับมนุษย์อย่างไม่ต้องคิดนาน เมื่อคุณค่าของงานนี้ไม่ได้ผูกโยงอยู่กับความรวดเร็วหรือปริมาณ หากอยู่ในสัมผัส ประสบการณ์ ความละเมียดละไม และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาหลายร้อยปี จนเกิดเป็นกลิ่นอายเฉพาะตัวที่ลอกเลียนได้ยากในกรณีของคุณชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย และผู้บุกเบิกธุรกิจสปาสไตล์ล้านนาในเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาขยายไปยังต่างประเทศ กลิ่นอายที่ว่าไม่ได้เกิดจากภาพจำสำเร็จรูปของความเป็นไทย หากค่อย ๆ เติบโตจากภาคเหนือ บ้านเกิดของเธอ ผ่านกลิ่นสมุนไพร พิธีกรรมการดูแลร่างกาย และปรัชญาล้านนาที่มองสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ก่อนจะถูกถ่ายทอดเป็นภาษาของสปาไทยร่วมสมัยที่สื่อสารกับคนทั่วโลกได้ และปักหมุดที่ทางอย่างมั่นคงในเวทีเวลเนสสากลเริ่มต้นจากการก่อตั้งอังสนาสปา เราชวนเธอมาเล่าถึงเส้นทางเกือบ 30 ปีนั้น ตั้งแต่การหยิบทุนวัฒนธรรมภาคเหนือมาสร้างเป็นภาษาของเวลเนส การนำงานบริการไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ ไปจนถึงบทบาทประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย ที่กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตได้ในระดับสากลเมื่อพูดถึงไทยเวลเนส หลายคนมักนึกถึงนวดไทย สมุนไพร หรือลูกประคบในฐานะภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ธุรกิจสปาที่คุณชวนัสถ์ริเริ่มเมื่อช่วงทศวรรษ 2000 กลับนำอัตลักษณ์ล้านนาเข้ามาผสมผสานอย่างชัดเจน จนเกิดเป็นสปาสไตล์ล้านนาที่แพร่หลายในปัจจุบัน อยากทราบว่าแรงบันดาลใจของแนวคิดนี้เริ่มต้นจากอะไรครับย้อนกลับไปในตอนนั้น คำว่า “สปา” ถือเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ ในเมืองเชียงใหม่จะมีแค่โฟร์ซีซั่นรีสอร์ท และมีสปาของผู้ประกอบการรายย่อยอีกหนึ่งเจ้า เราเองมีธุรกิจสนามกอล์ฟของครอบครัว ก็เลยคิดว่าน่าจะมีสปาในคลับเฮาส์ของเราด้วย จึงติดต่อไปที่แบรนด์สปาเจ้าใหญ่เจ้าหนึ่งในภูเก็ตมาเปิดสาขา นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราเข้าสู่วงการสปา ก็ทำกับแบรนด์นั้นจนหมดสัญญา จึงคิดว่าเราน่าจะทำแบรนด์สปาของเราเองในชื่อ “อังสนาสปา” และนำอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์สมัยนั้นยังไม่มีสปาสไตล์ล้านนาหรือครับส่วนใหญ่ยังเป็นแนวโอเรียนทัลหรือเอเชียนมากกว่าค่ะ อาจมีการใช้สมุนไพรท้องถิ่นหรือตกแต่งบางส่วนบ้าง แต่อังสนาสปาเป็นหนึ่งในสปารุ่นแรก ๆ ที่หยิบศิลปะ สถาปัตยกรรม งานหัตถกรรม ดนตรี บรรยากาศ สมุนไพร วัตถุดิบ ไปจนถึงเครื่องแต่งกายของพนักงาน มาสร้างเป็นประสบการณ์แบบล้านนาอย่างจริงจัง เรามองว่าสิ่งเหล่านี้คือ “กลิ่น” ของล้านนา เป็นอัตลักษณ์ที่ผูกกับประวัติศาสตร์ เมือง และความรู้สึกที่ผู้มาใช้บริการจะได้รับอะไรคือกลิ่นของความเป็นล้านนาถ้าตอบแบบรูปธรรม มันคือกลิ่นของดอกไม้เมืองเหนือค่ะ ทั้งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกาสะลองหรือดอกเอื้อง กลิ่นเย็นนุ่มของพุดซ้อนหรือมหาหงส์ รวมถึงกลิ่นสมุนไพร เครื่องเทศ ขมิ้น ตะไคร้ มะแขว่น และธรรมชาติของเมืองเหนือ แต่ถ้าตอบแบบนามธรรม มันคือกลิ่นที่ฟุ้งออกมาจากทุนทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของล้านนา ซึ่งไม่ได้อยู่แค่ในอโรมา แต่อยู่ในอาหาร งานศิลปหัตถกรรม วิถีชีวิต ภาษา ความต๊ะต่อนยอน ความสงบ และความละเมียดละไมของคนเหนือเราไม่ได้อยากขายแค่กลิ่น แต่อยากขายเรื่องราวและประสบการณ์ค่ะ คนมาเชียงใหม่ไม่ได้จดจำเพียงกลิ่นใดกลิ่นหนึ่ง แต่จดจำองค์ประกอบทั้งหมด ตั้งแต่คำว่า “เจ้า” หรือความอ่อนหวานในภาษาพูด ความรู้สึกได้พักใจ ไปจนถึงความเป็นธรรมชาติรอบตัว สิ่งเหล่านี้รวมกันเป็นกลิ่นของล้านนา และเป็นประสบการณ์ที่ตลาดโลกกำลังมองหาเข้าใจว่าหลังจากเปิดสบันงาสปาที่เชียงใหม่ได้ไม่นาน ก็มีนักลงทุนชวนไปเปิดในต่างประเทศ เป็นเพราะเสน่ห์ของล้านนาแบบที่คุณเล่ามาใช่ไหมครับไม่เชิงค่ะ ถ้าคนต่างชาติมาเห็นครั้งแรก เขาอาจรู้สึกว่าความเป็นล้านนาดู exotic แต่เมื่อได้สัมผัสจริง ๆ เราคิดว่ามันคือประสบการณ์แห่งความละเมียดละไมมากกว่า ประเทศแรกที่เราไปเปิดคืออาเซอร์ไบจัน จากนั้นไปรัสเซีย และอีกหลายเมืองในจีนย้อนกลับไปช่วงต้นยุค 2000 ตอนนั้นความเป็นล้านนายังใหม่มาก ทั้งสำหรับเราและสำหรับต่างชาติ หลายคนอาจเคยเห็นภาพศิลปะ วัด หรือสถาปัตยกรรมแบบล้านนามาบ้าง แต่การได้เข้ามารับบริการสปาเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งเลย โอกาสที่เราได้ไปเปิดในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เริ่มจากนักธุรกิจของประเทศนั้น ๆ เข้ามาใช้บริการที่เชียงใหม่ แล้วได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไป จึงเกิดการชักชวนให้เราไปเปิดที่บ้านเขาค่ะการทำสปาไทยในบริบทที่คนยังไม่รู้จักประเทศไทยเรามากนัก ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างครับต้องปรับเยอะค่ะ ตอนนั้นบางคนที่นั่นอาจยังไม่รู้จักไทยแลนด์ด้วยซ้ำ แต่รู้จัก Bangkok เพราะฉะนั้นเราจะเอาความเป็นไทยไปวางทั้งหมดโดยไม่ดูบริบทไม่ได้ เราต้องเข้าใจว่าลูกค้าของเขาคุ้นเคยกับอะไร ต้องการอะไร และมีมาตรฐานแบบไหนเราเริ่มต้นที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจัน ตอนนั้นเราทำเป็น private club ไม่ใช่สปาแบบ walk-in คนจะเข้ามาต้องผ่านระบบสมาชิก จริง ๆ เราจึงต้องผสมทั้งผลิตภัณฑ์ไทยและผลิตภัณฑ์ระดับสากลที่เขาคุ้นเคย เช่น สกินแคร์จากยุโรปบางแบรนด์ เพื่อทำให้เขารู้สึกมั่นใจ ขณะเดียวกันก็ยังมีมุมของไทย มีเมนูไทย มีการบริการแบบไทย และมีจิตวิญญาณของล้านนาอยู่ในนั้นเรามีห้องทรีตเมนต์ 14 ห้อง โดย 12 ห้องออกแบบจากคอนเซ็ปต์ 12 นักษัตร เชื่อมกับธาตุและเรื่องเล่าแบบล้านนา อีก 2 ห้องเป็นห้องสุโขทัยกับอยุธยา แม้แต่ปีนักษัตรก็ต้องปรับ เพราะในบริบทของประเทศมุสลิม ปีหมูไม่เหมาะ เราก็ไปศึกษาตามศาสตร์ล้านนาที่ใช้ช้างแทนหมู นี่คือรายละเอียดที่ต้องคิดให้รอบ เช่นเดียวกับการศึกษาพฤติกรรมลูกค้า วัฒนธรรม และบริบทอื่น ๆ ของประเทศที่เราไป และปรับให้ความเป็นไทยมันสอดรับกับวิถีของลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ จากการที่คุณมีส่วนบุกเบิกอัตลักษณ์สปาล้านนาและพาสปาไทยไปสู่ต่างประเทศ อยากรู้ว่าตอนนี้เวลเนสไทยอยู่ตรงไหนในสายตาโลกเวลเนสไทยเติบโตเร็วมากค่ะ เมื่อก่อนคนต่างชาติอาจรู้จักเราผ่านนวดไทย นวดประคบ หรือสมุนไพรเป็นหลัก แต่วันนี้ภาพของเวลเนสไทยไปไกลกว่านั้นแล้ว เรามีจุดแข็งเรื่องความเป็น authentic wellness หรือประสบการณ์สุขภาพที่มีรากมาจากวัฒนธรรมจริง ๆ มีทั้งเรื่องราว อัตลักษณ์ การบริการ ผลิตภัณฑ์ เครื่องหอม สมุนไพร และน้ำมันนวดที่พัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลได้อย่างไรก็ดี การพาสปาไทยหรือภาพลักษณ์ของไทยเวลเนสออกไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วงมากนัก สิ่งที่ควรให้ความสำคัญกว่าคือการกลับมามองว่า เราจะนำกลิ่นอายเฉพาะตัวของไทยและท้องถิ่นต่าง ๆ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจในประเทศได้อย่างไร ทั้งในสปา โรงแรม การท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากค่ะในเมื่อโลกกำลังมองหาเวลเนสที่มีรากจากวัฒนธรรม แล้วประเทศไทยจะสร้างมูลค่าเพิ่มจากต้นทุนเหล่านี้ได้อย่างไร ควรผลักดันเรื่องใดเป็นพิเศษครับข้อแรก เราไม่ควรแข่งขันกันด้วยการผลิตสินค้าอย่างเดียว หรือมองคำว่าเวลเนสเท่ากับความหรูหราอย่างเดียว แต่อยากให้ขยับไปสู่ Cultural Wellness Luxury คือความหรูหราที่มีเรื่องราว วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของท้องถิ่นอยู่ข้างใน โดยเฉพาะเชียงใหม่ เรามีทั้งสมุนไพร อาหาร ศิลปะ หัตถกรรม วิถีล้านนา และสปา สิ่งเหล่านี้สามารถร้อยเรียงเป็นประสบการณ์เดียวกันได้ ตั้งแต่กลิ่น ผลิตภัณฑ์ การบริการ ไปจนถึงเส้นทางการท่องเที่ยวหลายครั้งเราเน้นแค่การผลิตสินค้า ทำสบู่ ทำน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกัน แต่ลืมสร้างเรื่องเล่า (storytelling) และประสบการณ์ให้ลูกค้า ทั้งที่เรื่องราวคือสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ความยั่งยืน วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้คือความเชื่อมโยงทางอารมณ์และสุนทรียะ ที่ทำให้สินค้าไม่ได้เป็นแค่สินค้า แต่กลายเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมข้อต่อมา เราต้องวางห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ให้ดี เพื่อให้ธุรกิจเวลเนสไม่จบอยู่แค่ผู้ประกอบการสปาหรือโรงแรม แต่เชื่อมกลับไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ดอกไม้ และเครื่องเทศ รวมถึงกลุ่มหัตถกรรม งานบรรจุภัณฑ์ งานออกแบบ และชุมชนที่ทำการท่องเที่ยว สิ่งสำคัญคือทำให้ต้นทุนท้องถิ่นกลายเป็นคุณค่าและมูลค่า ไม่ใช่ให้ชาวบ้านขายวัตถุดิบราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ช่วยกันต่อยอดให้เกิดรายได้หลายระดับ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การออกแบบ ไปจนถึงการท่องเที่ยวชุมชนต่อให้เป็นงานเวลเนส แต่งานออกแบบก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ?สำคัญมากค่ะ เรายังต้องการคนช่วยตีความและพัฒนาให้ไปได้ไกลขึ้น ถ้ามีดีไซเนอร์ นักพัฒนา หรือครีเอเตอร์เข้ามามองจากมุมใหม่ ก็จะช่วยแปรรูปสมุนไพร ดอกไม้ เครื่องเทศ หรือผลผลิตท้องถิ่น ให้กลายเป็นสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่ร่วมสมัยขึ้นได้เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เสพแค่ตัวสินค้า แต่เสพประสบการณ์จากการใช้งานและการนำเสนอด้วย เช่น กลิ่นสมุนไพรอาจไม่ได้อยู่แค่ในน้ำมันหอม แต่อาจถูกพัฒนาเป็นสเปรย์ เครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ หรือองค์ประกอบเล็ก ๆ ในการบริการ สิ่งเหล่านี้ทำให้วัตถุดิบท้องถิ่นมีชีวิตร่วมสมัยขึ้น และเพิ่มมูลค่าได้ไกลกว่าการขายวัตถุดิบแบบเดิมในอีก 3–5 ปีข้างหน้า คุณมองว่าโอกาสของอุตสาหกรรมเวลเนสจะไปทางไหนเรามองว่าทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเวลเนสมากขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ เพราะไม่ว่าสถานการณ์โลกหรือเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหน ทุกคนก็ยังอยากมีสุขภาพที่ดี ไม่อยากเจ็บป่วย ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว และอยากมีแรงทำงานหรือทำสิ่งที่ตัวเองรักต่อไปเทรนด์สำคัญที่จะมาแรงคือสุขภาวะทางอารมณ์ (emotional wellness), การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ (sleep wellness) และการฟื้นตัวจากความเครียด (stress recovery) เพราะทุกวันนี้คนทุกระดับเผชิญความเครียดเหมือนกันหมด อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้คือความยั่งยืน เพราะผู้บริโภคต้องการสินค้าและบริการที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อใจ และดีต่อโลกมากขึ้น ซึ่งกลิ่น สมุนไพร และประสบการณ์แบบไทยสามารถตอบโจทย์นี้ได้ดีมากอะไรทำให้ช่วงหลังคำว่าเวลเนสถูกพูดถึงมากขึ้น ทั้งที่คนก็สนใจสุขภาพกันมานานแล้วครับเพราะเวลเนสเริ่มถูกมองเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ระดับชาติมากขึ้นค่ะ ไม่ใช่แค่ธุรกิจสปาหรือการท่องเที่ยว แต่เป็นระบบเศรษฐกิจสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่การกิน การนอน การผ่อนคลาย การนวด สมุนไพร ไปจนถึงการดูแลตัวเองก่อนป่วยหลายพื้นที่เริ่มขยับเรื่องนี้จริงจังแล้ว เช่น เชียงใหม่ที่มีการตั้งคณะทำงานด้านเวลเนส หรือขอนแก่นที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเดินหน้าเร็วมาก เพื่อพัฒนาเมืองให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของภูมิภาค ดึงคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามารักษาและใช้บริการด้านสุขภาพ ขณะเดียวกัน แต่ละภูมิภาคก็สามารถใช้อัตลักษณ์ของตัวเองมาต่อยอดได้ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร ดอกไม้ เครื่องเทศ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะเวลเนสไทยไม่จำเป็นต้องมีหน้าเดียว แต่เติบโตได้จากต้นทุนของแต่ละพื้นที่ในฐานะสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย คุณพยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับสิ่งหนึ่งที่เราอยากเห็นคือการทำให้เวลเนสเข้าไปอยู่ในระบบสวัสดิการพื้นฐานมากขึ้น เช่น สวัสดิการแห่งรัฐหรือประกันสังคม อาจให้สิทธิคนไทยเข้ารับบริการนวดไทยในร้านนวดหรือสปาที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข เดือนละครั้งหรือสองครั้ง คล้ายกับสิทธิทำฟัน เพราะการนวดไทยหรือทรีทเมนต์อื่น ๆ ไม่ใช่แค่ความสบาย แต่อาจช่วยลดการใช้ยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบในระยะยาว ซึ่งดีต่อสุขภาพของประชาชน และดีต่องบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศด้วยถ้าจะทำให้เวลเนสไทยเติบโตเป็นระบบนิเวศจริง ๆ ต้องเชื่อมใครบ้างครับเราต้องเชื่อมทั้งห่วงโซ่ค่ะ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ดอกไม้ และเครื่องเทศ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงสปา โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และภาครัฐ ถ้าทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ เวลเนสจะไม่ใช่แค่ธุรกิจปลายทาง แต่กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่าที่สร้างรายได้กลับไปถึงฐานการผลิตและชุมชนสิ่งสำคัญคือการบูรณาการค่ะ ภาครัฐ การศึกษา การท่องเที่ยว และผู้ประกอบการต้องจับมือกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพราะถ้าเราจัดระบบดี ต้นทุนท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วจะถูกยกระดับเป็นสินค้า บริการ ประสบการณ์ และเศรษฐกิจสุขภาพที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดโลกและยุทธศาสตร์ของประเทศได้จริงนอกจากการเชื่อมห่วงโซ่คุณค่าแล้ว บุคลากรแบบไหนที่อุตสาหกรรมเวลเนสไทยยังต้องการครับเราคิดว่าสิ่งที่เรายังต้องการมากคือ “นวัตกร” ค่ะ โดยเฉพาะคนที่เข้าใจทั้งวัตถุดิบท้องถิ่น วิทยาศาสตร์ การแปรรูป และการออกแบบประสบการณ์ เพราะทุกวันนี้เรามีต้นทุนอยู่แล้ว ทั้งสมุนไพร ดอกไม้ เครื่องเทศ อาหาร งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาให้ไปไกลขึ้นอย่างถ้าเราจะพูดถึงกลิ่นอัตลักษณ์ล้านนา เราต้องกลับไปดูตั้งแต่ต้นทางเลยว่า วัตถุดิบที่เรามี เช่น สมุนไพรหรือดอกไม้พื้นถิ่น มีเพียงพอไหม ปลูกได้คุณภาพไหม แปรรูปได้ดีแค่ไหน แล้วจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบไหนได้บ้าง ตรงนี้ต้องการทั้งนักพัฒนา ช่างเทคนิค นักออกแบบ ครีเอเตอร์ และคนที่เข้าใจเรื่องมาตรฐานการผลิตแปลว่าโอกาสของคนรุ่นใหม่ในตลาดเวลเนสยังมีอีกมาก แน่นอนค่ะ งานนวดหรืองานบริการเป็นฐานที่เรามีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการเพิ่มคือคนรุ่นใหม่ที่มาช่วยสร้างนวัตกรรมกับท้องถิ่น เช่น การนำสมุนไพร ดอกไม้ หรือเครื่องเทศ ไปเชื่อมกับเครื่องสำอาง ไบโอเทค ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องหอม อาหาร เครื่องดื่ม หรือประสบการณ์การท่องเที่ยวบ้านเรามีวัตถุดิบดีมาก แต่ถ้าไม่มีคนช่วยพัฒนา ชาวบ้านก็อาจยังขายผลผลิตเป็นกิโลในราคาถูกเหมือนเดิม สิ่งที่อยากเห็นคือการสร้างคนที่เข้าใจคุณภาพ มาตรฐาน อัตลักษณ์ และการเพิ่มมูลค่า เพื่อทำให้ต้นทุนท้องถิ่นกลายเป็นสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่สร้างรายได้กลับไปถึงชุมชนได้จริงแล้วระบบการศึกษาควรเข้ามาช่วยเรื่องนี้อย่างไรครับสถาบันการศึกษาสำคัญมากค่ะ เพราะการพัฒนาเวลเนสต้องใช้ความรู้หลายด้าน ทั้งอาหาร สมุนไพร วิทยาศาสตร์สุขภาพ การออกแบบ การท่องเที่ยว ธุรกิจ และการตลาด ทุกฝ่ายควรได้มานั่งคุยและทำงานร่วมกันมากขึ้น ไม่ใช่ต่างคณะต่างทำ ต่างหน่วยงานต่างเดิน แล้วสุดท้ายความรู้ไม่เชื่อมถึงผู้ประกอบการหรือชุมชนอีกอย่างคือการเรียนรู้ไม่ควรจำกัดอยู่แค่เด็กปี 1 ถึงปี 4 เท่านั้น แต่ควรเปิดเป็นคอร์สเรียนรู้ระยะสั้น, เส้นทางอาชีพ หรือหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้คนทุกวัยเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ เพราะอุตสาหกรรมนี้เปลี่ยนเร็วมาก ถ้าเรามีบุคลากรที่เข้าใจทั้งท้องถิ่น นวัตกรรม และมาตรฐานสากล เวลเนสไทยก็จะไปได้ไกลกว่าการขายวัตถุดิบหรือบริการแบบเดิม
05 ต.ค. BBBB
งานสัมมนาผู้ร่วมจัดงานเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569
สปาร์กพลังสร้างสรรค์เหนือข้อจำกัด! CEA ประกาศจัดงานเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569 (Chiang Mai Design Week 2026) ภายใต้แนวคิด “Local Thunders, Global Transformation” ปักหมุดขับเคลื่อนธุรกิจ นวัตกรรมกลิ่น และความยั่งยืนสู่เวทีโลกสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) สำนักภาคเหนือ เตรียมจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีกับเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569 (Chiang Mai Design Week 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 13 ธันวาคม 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “Local Thunders, Global Transformation” เพื่อปลุกพลังสร้างสรรค์จากความร่วมมือนักสร้างสรรค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปลดล็อกพลัง “คน” และภูมิปัญญาลึกซึ้งของท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับตัว (Shift) รับมือความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่แน่นอน โดยใช้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นเครื่องยนต์ใหม่ผลักดันธุรกิจและนักสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีนานาชาติ ผ่าน 3 แกนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเทศกาลการสร้างโอกาสใหม่ (New Opportunities) กิจกรรม Business Matching, Studio Visit, Pop Market, Cross-Industry Project (งานคราฟต์ x ดีไซน์ x อาหาร) และ International Residency การรวมกลุ่ม Homecoming Creator ทั้ง Homecoming Club Speed Dating เชื่อมโยงนักสร้างสรรค์คืนถิ่นร่วมกับคนในพื้นที่ การลงทุนเพื่ออนาคต (Local Sustainable Living) ที่เชื่อมช่องว่างระหว่างวัย (Bridge Generation) นำความคิดสร้างสรรค์มาแก้ปัญหาสังคมสูงวัย และสิ่งแวดล้อม (Design for Better Living)ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความคิดสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่การเสวนาแลกเปลี่ยน โดย คุณอิ่มหทัย กันจินะ ผู้อำนวยการสำนักภาคเหนือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ร่วมกับพันธมิตร กลุ่มนักสร้างสรรค์ เครือข่ายความร่วมมือภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คุณกานต์ชนก ประกาศวุฒิสาร รองนายกเทศมนตรี เทศบาลนครเชียงใหม่, ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่, คุณชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย, คุณธัญญพร จิตราภิรมย์ ตัวแทนนักสร้างสรรค์ กลุ่ม PATTERN.ERS นอกจากนี้ มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “กฎหมายและสิทธิคุ้มครองระหว่างประเทศ” โดย คุณกิตติเทพ จริงจิตร ผู้อำนวยการ บริษัท เอเค ไอพี เวนเจอร์ จำกัดโดยตลอด 9 วันของการจัดงาน ประกอบด้วยโปรแกรมจากเครือข่ายนักสร้างสรรค์ทั่วภาคเหนือ ผ่านเรื่องราวของอาหาร งานหัตถกรรม ดนตรี และงานออกแบบ ในส่วนของกิจกรรมไฮไลต์ เทศกาลฯ นำผู้ชมย้อนสำรวจต้นทุนธรรมชาติและวัฒนธรรมของภาคเหนือ ขานรับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อน Wellness Economy Scents Asia 2026: โครงการยุทธศาสตร์เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมกลิ่นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ประกอบด้วยไฮไลต์หลัก ได้แก่ ‘Asia Scent Showcase’ พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์กลิ่นจากกว่า 50 แบรนด์ท้องถิ่น, ‘Balance in Balance Exhibitions’ นิทรรศการนวัตกรรมกลิ่นรูปแบบ Immersive ถ่ายทอดศักยภาพวัตถุดิบท้องถิ่น และ ‘Scents Asia Awards’ การประกวด Make Scents Award เชิดชูเกียรตินักปรุงกลิ่นที่ผสานวัตถุดิบท้องถิ่นกับนวัตกรรม ภายใต้ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศฝรั่งเศสเพื่อยกระดับสู่สากลนิทรรศการที่นำเสนอศักยภาพวัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าใหม่แก่อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ (Wellness Economy) โดยขับเคลื่อนเรื่อง ‘กลิ่น’ เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรมอื่น ๆเทศกาลดนตรี LABBfest. ที่เชื่อมศิลปินภาคเหนือกับเวทีทั้งในประเทศและต่างประเทศPop Market ตลาดสร้างสรรค์ ที่นำเสนอสินค้าและบริการจากกระบวนการที่คำนึงถึงความยั่งยืน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายไปจนถึงการจัดงานTrade & Business Matching เวทีเจรจาธุรกิจแบบ B2B ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยเข้ากับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ซื้อ และเครือข่ายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเปิดประตูสู่ตลาดโลกรวมถึงเวิร์กช็อปและการแสดงศิลปะร่วมสมัยอีกมากมาย ซึ่งได้รับการออกแบบมารองรับผู้คนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ครอบครัว วัยรุ่นเจน Z ไปจนถึงผู้สูงวัยเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่พิสูจน์ความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง ผลักดันมาตรฐานของเทศกาลให้เป็น International Festival ที่เป็นที่ประจักษ์ในฐานะสมาชิกของ World Design Weeks มากว่า 11 ปี โดยในปีก่อนหน้า (CMDW2025) เทศกาลสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้สูงถึง 170,517 คน และสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,554 ล้านบาท (Direct Impact 823.98 ล้านบาท) รวมถึงกระตุ้นให้เกิดอัตราการจ้างงานในพื้นที่กว่า 3,134 อัตรา ในปีนี้ คาดว่าจะสร้างปรากฏการณ์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับที่เติบโตขึ้นพร้อมส่งออกนักสร้างสรรค์และธุรกิจสร้างสรรค์สู่เวทีระดับนานาชาติร่วมเฉลิมฉลอง แบ่งปัน และสานพลังสร้างสรรค์ให้ภาคเหนือเราได้เฉิดฉาย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจขับเคลื่อนโลก ในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569 (Chiang Mai Design Week 2026) ภายใต้แนวคิด “Local Thunders, Global Transformation” ระหว่างวันที่ 5 -13 ธันวาคม 2569 นี้ ที่เชียงใหม่!#ChiangMaiDesignWeek #CMDW2026 #LocalThundersGlobalTransformation #CEA #TCDCChiangMai
02 ก.ย. BBBB
สปาร์กพลังท้องถิ่น สู่คลื่นการเปลี่ยนแปลงระดับสากล
Local Thunders, Global Transformation สปาร์กพลังท้องถิ่น สู่คลื่นการเปลี่ยนแปลงระดับสากลปี 2569 คือปีที่โลกเต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลง เมื่อสัญญาณจากศูนย์กลางเริ่มแปรปรวน และฟ้าฝนดูไม่เป็นใจ แต่ธรรมชาติไม่เคยปล่อยให้เกิดสุญญากาศนานนัก เพราะท่ามกลางแรงกดจากเบื้องบน สิ่งที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากเบื้องล่างคือพลังที่ถูกชาร์จขึ้นมาจากท้องถิ่น จากผู้คนที่รู้จักรากเหง้า ภูมิปัญญา และศักยภาพของพื้นที่ตัวเองดีกว่าใครพลังเหล่านี้อาจเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ จากชุมชนหนึ่ง เวิร์กช็อปหนึ่ง หรือบทสนทนาระหว่างคนไม่กี่คน แต่เมื่อแต่ละจุดเชื่อมโยงถึงกัน ความคิดเล็ก ๆ ก็สามารถก่อตัวเป็นแรงขับเคลื่อนที่ส่งต่อไปได้ไกลเกินกว่าขอบเขตของเมือง และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครคาดคิดและนี่คือ Local Thunders เสียงฟ้าร้องของนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นในภาคเหนือ เสียงคำรามที่ไม่ได้มาเพื่อพัดทำลาย หากเป็นสัญญาณของพายุสร้างสรรค์ที่จะพาฝนแห่งความหวังโปรยลงมา หล่อเลี้ยงผู้คน เมือง และอนาคตให้กลับมาชุ่มชื้นอีกครั้ง พร้อมเปิดพื้นที่ให้แนวคิดใหม่ได้งอกงามขึ้นจากฐานความรู้และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สำนักภาคเหนือ ชวนทุกคนร่วมปักหมุดการเปลี่ยนแปลงในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) ครั้งที่ 12 ภายใต้แนวคิด Local Thunders, Global Transformation จุดประกายพายุสร้างสรรค์จากความร่วมมือ พร้อมร่วมสานพลังจากท้องถิ่นเพื่อส่งเสียงคำรามไกลไปทั่วโลก ให้เชียงใหม่และภาคเหนือเป็นพื้นที่ซึ่งความคิดจากชุมชนสามารถมาพบกับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมเพราะสินทรัพย์ท้องถิ่นไม่ได้มีไว้เพื่อเชิดชูบนหิ้ง แต่เป็นเชื้อไฟของนวัตกรรมที่ต่อยอดเป็นทางออกใหม่ได้เสมอ เทศกาลครั้งนี้จึงชวนผู้คนในภาคเหนือ นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และเครือข่ายนานาชาติมาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน ทดลอง และสังสรรค์ เพื่อปลุก “ของดี” ในพื้นที่ให้กลับมาสดใส กระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนแบบใหม่ และทำให้เสียงของท้องถิ่นกลายเป็นแรงสะเทือนเชิงบวกบนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นการนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาตีความใหม่ การพัฒนาวัสดุและกระบวนการผลิตให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตปัจจุบัน หรือการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับมามองเห็นคุณค่าของบ้านเกิดในมุมที่แตกต่าง ทุกความเป็นไปได้ล้วนสามารถเริ่มต้นขึ้นได้ เมื่อความรู้จากคนในพื้นที่ได้รับพื้นที่ในการทดลอง และเชื่อมโยงเข้ากับมุมมองจากภายนอกอย่างเหมาะสมเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ ครั้งที่ 12 นำเสนอประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติความคิดและการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการและพาวิลเลียนจากนักออกแบบและศิลปินทั้งในและต่างประเทศ การประชุมวิชาการและงาน Business Matching เชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติ และเวิร์กช็อปเสริม/สร้างทักษะที่ออกแบบมาสำหรับการรับมือในโลกที่แสนผันผวน นอกจากนี้ยังมีตลาดสร้างสรรค์ ดนตรี ศิลปะการแสดง และกิจกรรมชุมชนอีกมากมายที่รอให้มาสัมผัสแต่ละกิจกรรมจึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อจัดแสดงผลงานหรือสร้างความคึกคักให้เมือง หากยังเป็นพื้นที่ทดลองความเป็นไปได้ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือ และเวทีที่เปิดให้ผู้ชมได้เข้ามามีส่วนร่วม ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนมุมมอง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเมืองไปพร้อมกับนักสร้างสรรค์และผู้คนในพื้นที่เพราะเสียงฟ้าร้องครั้งนี้จะไม่ได้จบลงแค่ในเชียงใหม่หรือภาคเหนือ หากคือสัญญาณว่านวัตกรรมจากรากเหง้ากำลังแปรเป็นแรงสะเทือนบนเวทีโลก และอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อพายุปรากฏ ฝนจะตกลงมา ท้องฟ้าหลังจากนั้นย่อมสวยงามเสมอสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรอคอยความเปลี่ยนแปลง แต่คือการร่วมกันลงมือทำให้พลังเล็ก ๆ จากแต่ละพื้นที่เชื่อมต่อถึงกัน จนกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่พาเมือง ผู้คน และสังคมก้าวไปข้างหน้า พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ยึดโยงอยู่กับรากของตัวเองมาร่วมกันสปาร์กพลังไปด้วยกัน ในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ ครั้งที่ 12 ภายใต้แนวคิด Local Thunders, Global Transformation ระหว่างวันที่ 5–13 ธันวาคม 2569 นี้ แล้วพบกัน
31 พ.ค. BBBB


