อัพเดทและเที่ยวชมงาน
เมื่อ “กลิ่น” คืออนาคตของ Wellness Economy ไทย
เมื่อ “กลิ่น” คืออนาคตของ Wellness Economy ไทยสนทนากับ ชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทยและนักส่งออกสปาไทยสู่ตลาดโลก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดเวลเนสไทยเติบโตอย่างน่าตื่นตา โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า ระหว่างปี 2022 – 2024 ได้ขยายตัวกว่า 35% จาก 31.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และติดอันดับหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่ม 25 ตลาดใหญ่ของโลก ตัวเลขเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจสปาและการนวดแผนไทย ไปจนถึงสมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ไทยมีต้นทุนสะสมมาเนิ่นนานในโลกที่ AI กำลังเข้ามาแทนที่งานหลายประเภท อุตสาหกรรมเวลเนสเป็นหนึ่งในธุรกิจไม่กี่ประเภทที่ผูกโยงกับมนุษย์อย่างไม่ต้องคิดนาน เมื่อคุณค่าของงานนี้ไม่ได้ผูกโยงอยู่กับความรวดเร็วหรือปริมาณ หากอยู่ในสัมผัส ประสบการณ์ ความละเมียดละไม และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาหลายร้อยปี จนเกิดเป็นกลิ่นอายเฉพาะตัวที่ลอกเลียนได้ยากในกรณีของคุณชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย และผู้บุกเบิกธุรกิจสปาสไตล์ล้านนาในเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาขยายไปยังต่างประเทศ กลิ่นอายที่ว่าไม่ได้เกิดจากภาพจำสำเร็จรูปของความเป็นไทย หากค่อย ๆ เติบโตจากภาคเหนือ บ้านเกิดของเธอ ผ่านกลิ่นสมุนไพร พิธีกรรมการดูแลร่างกาย และปรัชญาล้านนาที่มองสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ก่อนจะถูกถ่ายทอดเป็นภาษาของสปาไทยร่วมสมัยที่สื่อสารกับคนทั่วโลกได้ และปักหมุดที่ทางอย่างมั่นคงในเวทีเวลเนสสากลเริ่มต้นจากการก่อตั้งอังสนาสปา เราชวนเธอมาเล่าถึงเส้นทางเกือบ 30 ปีนั้น ตั้งแต่การหยิบทุนวัฒนธรรมภาคเหนือมาสร้างเป็นภาษาของเวลเนส การนำงานบริการไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ ไปจนถึงบทบาทประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย ที่กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตได้ในระดับสากลเมื่อพูดถึงไทยเวลเนส หลายคนมักนึกถึงนวดไทย สมุนไพร หรือลูกประคบในฐานะภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ธุรกิจสปาที่คุณชวนัสถ์ริเริ่มเมื่อช่วงทศวรรษ 2000 กลับนำอัตลักษณ์ล้านนาเข้ามาผสมผสานอย่างชัดเจน จนเกิดเป็นสปาสไตล์ล้านนาที่แพร่หลายในปัจจุบัน อยากทราบว่าแรงบันดาลใจของแนวคิดนี้เริ่มต้นจากอะไรครับย้อนกลับไปในตอนนั้น คำว่า “สปา” ถือเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ ในเมืองเชียงใหม่จะมีแค่โฟร์ซีซั่นรีสอร์ท และมีสปาของผู้ประกอบการรายย่อยอีกหนึ่งเจ้า เราเองมีธุรกิจสนามกอล์ฟของครอบครัว ก็เลยคิดว่าน่าจะมีสปาในคลับเฮาส์ของเราด้วย จึงติดต่อไปที่แบรนด์สปาเจ้าใหญ่เจ้าหนึ่งในภูเก็ตมาเปิดสาขา นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราเข้าสู่วงการสปา ก็ทำกับแบรนด์นั้นจนหมดสัญญา จึงคิดว่าเราน่าจะทำแบรนด์สปาของเราเองในชื่อ “อังสนาสปา” และนำอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์สมัยนั้นยังไม่มีสปาสไตล์ล้านนาหรือครับส่วนใหญ่ยังเป็นแนวโอเรียนทัลหรือเอเชียนมากกว่าค่ะ อาจมีการใช้สมุนไพรท้องถิ่นหรือตกแต่งบางส่วนบ้าง แต่อังสนาสปาเป็นหนึ่งในสปารุ่นแรก ๆ ที่หยิบศิลปะ สถาปัตยกรรม งานหัตถกรรม ดนตรี บรรยากาศ สมุนไพร วัตถุดิบ ไปจนถึงเครื่องแต่งกายของพนักงาน มาสร้างเป็นประสบการณ์แบบล้านนาอย่างจริงจัง เรามองว่าสิ่งเหล่านี้คือ “กลิ่น” ของล้านนา เป็นอัตลักษณ์ที่ผูกกับประวัติศาสตร์ เมือง และความรู้สึกที่ผู้มาใช้บริการจะได้รับอะไรคือกลิ่นของความเป็นล้านนาถ้าตอบแบบรูปธรรม มันคือกลิ่นของดอกไม้เมืองเหนือค่ะ ทั้งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกาสะลองหรือดอกเอื้อง กลิ่นเย็นนุ่มของพุดซ้อนหรือมหาหงส์ รวมถึงกลิ่นสมุนไพร เครื่องเทศ ขมิ้น ตะไคร้ มะแขว่น และธรรมชาติของเมืองเหนือ แต่ถ้าตอบแบบนามธรรม มันคือกลิ่นที่ฟุ้งออกมาจากทุนทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของล้านนา ซึ่งไม่ได้อยู่แค่ในอโรมา แต่อยู่ในอาหาร งานศิลปหัตถกรรม วิถีชีวิต ภาษา ความต๊ะต่อนยอน ความสงบ และความละเมียดละไมของคนเหนือเราไม่ได้อยากขายแค่กลิ่น แต่อยากขายเรื่องราวและประสบการณ์ค่ะ คนมาเชียงใหม่ไม่ได้จดจำเพียงกลิ่นใดกลิ่นหนึ่ง แต่จดจำองค์ประกอบทั้งหมด ตั้งแต่คำว่า “เจ้า” หรือความอ่อนหวานในภาษาพูด ความรู้สึกได้พักใจ ไปจนถึงความเป็นธรรมชาติรอบตัว สิ่งเหล่านี้รวมกันเป็นกลิ่นของล้านนา และเป็นประสบการณ์ที่ตลาดโลกกำลังมองหาเข้าใจว่าหลังจากเปิดสบันงาสปาที่เชียงใหม่ได้ไม่นาน ก็มีนักลงทุนชวนไปเปิดในต่างประเทศ เป็นเพราะเสน่ห์ของล้านนาแบบที่คุณเล่ามาใช่ไหมครับไม่เชิงค่ะ ถ้าคนต่างชาติมาเห็นครั้งแรก เขาอาจรู้สึกว่าความเป็นล้านนาดู exotic แต่เมื่อได้สัมผัสจริง ๆ เราคิดว่ามันคือประสบการณ์แห่งความละเมียดละไมมากกว่า ประเทศแรกที่เราไปเปิดคืออาเซอร์ไบจัน จากนั้นไปรัสเซีย และอีกหลายเมืองในจีนย้อนกลับไปช่วงต้นยุค 2000 ตอนนั้นความเป็นล้านนายังใหม่มาก ทั้งสำหรับเราและสำหรับต่างชาติ หลายคนอาจเคยเห็นภาพศิลปะ วัด หรือสถาปัตยกรรมแบบล้านนามาบ้าง แต่การได้เข้ามารับบริการสปาเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งเลย โอกาสที่เราได้ไปเปิดในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เริ่มจากนักธุรกิจของประเทศนั้น ๆ เข้ามาใช้บริการที่เชียงใหม่ แล้วได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไป จึงเกิดการชักชวนให้เราไปเปิดที่บ้านเขาค่ะการทำสปาไทยในบริบทที่คนยังไม่รู้จักประเทศไทยเรามากนัก ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างครับต้องปรับเยอะค่ะ ตอนนั้นบางคนที่นั่นอาจยังไม่รู้จักไทยแลนด์ด้วยซ้ำ แต่รู้จัก Bangkok เพราะฉะนั้นเราจะเอาความเป็นไทยไปวางทั้งหมดโดยไม่ดูบริบทไม่ได้ เราต้องเข้าใจว่าลูกค้าของเขาคุ้นเคยกับอะไร ต้องการอะไร และมีมาตรฐานแบบไหนเราเริ่มต้นที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจัน ตอนนั้นเราทำเป็น private club ไม่ใช่สปาแบบ walk-in คนจะเข้ามาต้องผ่านระบบสมาชิก จริง ๆ เราจึงต้องผสมทั้งผลิตภัณฑ์ไทยและผลิตภัณฑ์ระดับสากลที่เขาคุ้นเคย เช่น สกินแคร์จากยุโรปบางแบรนด์ เพื่อทำให้เขารู้สึกมั่นใจ ขณะเดียวกันก็ยังมีมุมของไทย มีเมนูไทย มีการบริการแบบไทย และมีจิตวิญญาณของล้านนาอยู่ในนั้นเรามีห้องทรีตเมนต์ 14 ห้อง โดย 12 ห้องออกแบบจากคอนเซ็ปต์ 12 นักษัตร เชื่อมกับธาตุและเรื่องเล่าแบบล้านนา อีก 2 ห้องเป็นห้องสุโขทัยกับอยุธยา แม้แต่ปีนักษัตรก็ต้องปรับ เพราะในบริบทของประเทศมุสลิม ปีหมูไม่เหมาะ เราก็ไปศึกษาตามศาสตร์ล้านนาที่ใช้ช้างแทนหมู นี่คือรายละเอียดที่ต้องคิดให้รอบ เช่นเดียวกับการศึกษาพฤติกรรมลูกค้า วัฒนธรรม และบริบทอื่น ๆ ของประเทศที่เราไป และปรับให้ความเป็นไทยมันสอดรับกับวิถีของลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ จากการที่คุณมีส่วนบุกเบิกอัตลักษณ์สปาล้านนาและพาสปาไทยไปสู่ต่างประเทศ อยากรู้ว่าตอนนี้เวลเนสไทยอยู่ตรงไหนในสายตาโลกเวลเนสไทยเติบโตเร็วมากค่ะ เมื่อก่อนคนต่างชาติอาจรู้จักเราผ่านนวดไทย นวดประคบ หรือสมุนไพรเป็นหลัก แต่วันนี้ภาพของเวลเนสไทยไปไกลกว่านั้นแล้ว เรามีจุดแข็งเรื่องความเป็น authentic wellness หรือประสบการณ์สุขภาพที่มีรากมาจากวัฒนธรรมจริง ๆ มีทั้งเรื่องราว อัตลักษณ์ การบริการ ผลิตภัณฑ์ เครื่องหอม สมุนไพร และน้ำมันนวดที่พัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลได้อย่างไรก็ดี การพาสปาไทยหรือภาพลักษณ์ของไทยเวลเนสออกไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วงมากนัก สิ่งที่ควรให้ความสำคัญกว่าคือการกลับมามองว่า เราจะนำกลิ่นอายเฉพาะตัวของไทยและท้องถิ่นต่าง ๆ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจในประเทศได้อย่างไร ทั้งในสปา โรงแรม การท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากค่ะในเมื่อโลกกำลังมองหาเวลเนสที่มีรากจากวัฒนธรรม แล้วประเทศไทยจะสร้างมูลค่าเพิ่มจากต้นทุนเหล่านี้ได้อย่างไร ควรผลักดันเรื่องใดเป็นพิเศษครับข้อแรก เราไม่ควรแข่งขันกันด้วยการผลิตสินค้าอย่างเดียว หรือมองคำว่าเวลเนสเท่ากับความหรูหราอย่างเดียว แต่อยากให้ขยับไปสู่ Cultural Wellness Luxury คือความหรูหราที่มีเรื่องราว วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของท้องถิ่นอยู่ข้างใน โดยเฉพาะเชียงใหม่ เรามีทั้งสมุนไพร อาหาร ศิลปะ หัตถกรรม วิถีล้านนา และสปา สิ่งเหล่านี้สามารถร้อยเรียงเป็นประสบการณ์เดียวกันได้ ตั้งแต่กลิ่น ผลิตภัณฑ์ การบริการ ไปจนถึงเส้นทางการท่องเที่ยวหลายครั้งเราเน้นแค่การผลิตสินค้า ทำสบู่ ทำน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกัน แต่ลืมสร้างเรื่องเล่า (storytelling) และประสบการณ์ให้ลูกค้า ทั้งที่เรื่องราวคือสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ความยั่งยืน วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้คือความเชื่อมโยงทางอารมณ์และสุนทรียะ ที่ทำให้สินค้าไม่ได้เป็นแค่สินค้า แต่กลายเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมข้อต่อมา เราต้องวางห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ให้ดี เพื่อให้ธุรกิจเวลเนสไม่จบอยู่แค่ผู้ประกอบการสปาหรือโรงแรม แต่เชื่อมกลับไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ดอกไม้ และเครื่องเทศ รวมถึงกลุ่มหัตถกรรม งานบรรจุภัณฑ์ งานออกแบบ และชุมชนที่ทำการท่องเที่ยว สิ่งสำคัญคือทำให้ต้นทุนท้องถิ่นกลายเป็นคุณค่าและมูลค่า ไม่ใช่ให้ชาวบ้านขายวัตถุดิบราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ช่วยกันต่อยอดให้เกิดรายได้หลายระดับ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การออกแบบ ไปจนถึงการท่องเที่ยวชุมชนต่อให้เป็นงานเวลเนส แต่งานออกแบบก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ?สำคัญมากค่ะ เรายังต้องการคนช่วยตีความและพัฒนาให้ไปได้ไกลขึ้น ถ้ามีดีไซเนอร์ นักพัฒนา หรือครีเอเตอร์เข้ามามองจากมุมใหม่ ก็จะช่วยแปรรูปสมุนไพร ดอกไม้ เครื่องเทศ หรือผลผลิตท้องถิ่น ให้กลายเป็นสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่ร่วมสมัยขึ้นได้เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เสพแค่ตัวสินค้า แต่เสพประสบการณ์จากการใช้งานและการนำเสนอด้วย เช่น กลิ่นสมุนไพรอาจไม่ได้อยู่แค่ในน้ำมันหอม แต่อาจถูกพัฒนาเป็นสเปรย์ เครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ หรือองค์ประกอบเล็ก ๆ ในการบริการ สิ่งเหล่านี้ทำให้วัตถุดิบท้องถิ่นมีชีวิตร่วมสมัยขึ้น และเพิ่มมูลค่าได้ไกลกว่าการขายวัตถุดิบแบบเดิมในอีก 3–5 ปีข้างหน้า คุณมองว่าโอกาสของอุตสาหกรรมเวลเนสจะไปทางไหนเรามองว่าทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเวลเนสมากขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ เพราะไม่ว่าสถานการณ์โลกหรือเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหน ทุกคนก็ยังอยากมีสุขภาพที่ดี ไม่อยากเจ็บป่วย ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว และอยากมีแรงทำงานหรือทำสิ่งที่ตัวเองรักต่อไปเทรนด์สำคัญที่จะมาแรงคือสุขภาวะทางอารมณ์ (emotional wellness), การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ (sleep wellness) และการฟื้นตัวจากความเครียด (stress recovery) เพราะทุกวันนี้คนทุกระดับเผชิญความเครียดเหมือนกันหมด อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้คือความยั่งยืน เพราะผู้บริโภคต้องการสินค้าและบริการที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อใจ และดีต่อโลกมากขึ้น ซึ่งกลิ่น สมุนไพร และประสบการณ์แบบไทยสามารถตอบโจทย์นี้ได้ดีมากอะไรทำให้ช่วงหลังคำว่าเวลเนสถูกพูดถึงมากขึ้น ทั้งที่คนก็สนใจสุขภาพกันมานานแล้วครับเพราะเวลเนสเริ่มถูกมองเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ระดับชาติมากขึ้นค่ะ ไม่ใช่แค่ธุรกิจสปาหรือการท่องเที่ยว แต่เป็นระบบเศรษฐกิจสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่การกิน การนอน การผ่อนคลาย การนวด สมุนไพร ไปจนถึงการดูแลตัวเองก่อนป่วยหลายพื้นที่เริ่มขยับเรื่องนี้จริงจังแล้ว เช่น เชียงใหม่ที่มีการตั้งคณะทำงานด้านเวลเนส หรือขอนแก่นที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเดินหน้าเร็วมาก เพื่อพัฒนาเมืองให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของภูมิภาค ดึงคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามารักษาและใช้บริการด้านสุขภาพ ขณะเดียวกัน แต่ละภูมิภาคก็สามารถใช้อัตลักษณ์ของตัวเองมาต่อยอดได้ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร ดอกไม้ เครื่องเทศ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะเวลเนสไทยไม่จำเป็นต้องมีหน้าเดียว แต่เติบโตได้จากต้นทุนของแต่ละพื้นที่ในฐานะสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย คุณพยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับสิ่งหนึ่งที่เราอยากเห็นคือการทำให้เวลเนสเข้าไปอยู่ในระบบสวัสดิการพื้นฐานมากขึ้น เช่น สวัสดิการแห่งรัฐหรือประกันสังคม อาจให้สิทธิคนไทยเข้ารับบริการนวดไทยในร้านนวดหรือสปาที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข เดือนละครั้งหรือสองครั้ง คล้ายกับสิทธิทำฟัน เพราะการนวดไทยหรือทรีทเมนต์อื่น ๆ ไม่ใช่แค่ความสบาย แต่อาจช่วยลดการใช้ยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบในระยะยาว ซึ่งดีต่อสุขภาพของประชาชน และดีต่องบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศด้วยถ้าจะทำให้เวลเนสไทยเติบโตเป็นระบบนิเวศจริง ๆ ต้องเชื่อมใครบ้างครับเราต้องเชื่อมทั้งห่วงโซ่ค่ะ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ดอกไม้ และเครื่องเทศ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงสปา โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และภาครัฐ ถ้าทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ เวลเนสจะไม่ใช่แค่ธุรกิจปลายทาง แต่กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่าที่สร้างรายได้กลับไปถึงฐานการผลิตและชุมชนสิ่งสำคัญคือการบูรณาการค่ะ ภาครัฐ การศึกษา การท่องเที่ยว และผู้ประกอบการต้องจับมือกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพราะถ้าเราจัดระบบดี ต้นทุนท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วจะถูกยกระดับเป็นสินค้า บริการ ประสบการณ์ และเศรษฐกิจสุขภาพที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดโลกและยุทธศาสตร์ของประเทศได้จริงนอกจากการเชื่อมห่วงโซ่คุณค่าแล้ว บุคลากรแบบไหนที่อุตสาหกรรมเวลเนสไทยยังต้องการครับเราคิดว่าสิ่งที่เรายังต้องการมากคือ “นวัตกร” ค่ะ โดยเฉพาะคนที่เข้าใจทั้งวัตถุดิบท้องถิ่น วิทยาศาสตร์ การแปรรูป และการออกแบบประสบการณ์ เพราะทุกวันนี้เรามีต้นทุนอยู่แล้ว ทั้งสมุนไพร ดอกไม้ เครื่องเทศ อาหาร งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาให้ไปไกลขึ้นอย่างถ้าเราจะพูดถึงกลิ่นอัตลักษณ์ล้านนา เราต้องกลับไปดูตั้งแต่ต้นทางเลยว่า วัตถุดิบที่เรามี เช่น สมุนไพรหรือดอกไม้พื้นถิ่น มีเพียงพอไหม ปลูกได้คุณภาพไหม แปรรูปได้ดีแค่ไหน แล้วจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบไหนได้บ้าง ตรงนี้ต้องการทั้งนักพัฒนา ช่างเทคนิค นักออกแบบ ครีเอเตอร์ และคนที่เข้าใจเรื่องมาตรฐานการผลิตแปลว่าโอกาสของคนรุ่นใหม่ในตลาดเวลเนสยังมีอีกมาก แน่นอนค่ะ งานนวดหรืองานบริการเป็นฐานที่เรามีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการเพิ่มคือคนรุ่นใหม่ที่มาช่วยสร้างนวัตกรรมกับท้องถิ่น เช่น การนำสมุนไพร ดอกไม้ หรือเครื่องเทศ ไปเชื่อมกับเครื่องสำอาง ไบโอเทค ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องหอม อาหาร เครื่องดื่ม หรือประสบการณ์การท่องเที่ยวบ้านเรามีวัตถุดิบดีมาก แต่ถ้าไม่มีคนช่วยพัฒนา ชาวบ้านก็อาจยังขายผลผลิตเป็นกิโลในราคาถูกเหมือนเดิม สิ่งที่อยากเห็นคือการสร้างคนที่เข้าใจคุณภาพ มาตรฐาน อัตลักษณ์ และการเพิ่มมูลค่า เพื่อทำให้ต้นทุนท้องถิ่นกลายเป็นสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่สร้างรายได้กลับไปถึงชุมชนได้จริงแล้วระบบการศึกษาควรเข้ามาช่วยเรื่องนี้อย่างไรครับสถาบันการศึกษาสำคัญมากค่ะ เพราะการพัฒนาเวลเนสต้องใช้ความรู้หลายด้าน ทั้งอาหาร สมุนไพร วิทยาศาสตร์สุขภาพ การออกแบบ การท่องเที่ยว ธุรกิจ และการตลาด ทุกฝ่ายควรได้มานั่งคุยและทำงานร่วมกันมากขึ้น ไม่ใช่ต่างคณะต่างทำ ต่างหน่วยงานต่างเดิน แล้วสุดท้ายความรู้ไม่เชื่อมถึงผู้ประกอบการหรือชุมชนอีกอย่างคือการเรียนรู้ไม่ควรจำกัดอยู่แค่เด็กปี 1 ถึงปี 4 เท่านั้น แต่ควรเปิดเป็นคอร์สเรียนรู้ระยะสั้น, เส้นทางอาชีพ หรือหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้คนทุกวัยเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ เพราะอุตสาหกรรมนี้เปลี่ยนเร็วมาก ถ้าเรามีบุคลากรที่เข้าใจทั้งท้องถิ่น นวัตกรรม และมาตรฐานสากล เวลเนสไทยก็จะไปได้ไกลกว่าการขายวัตถุดิบหรือบริการแบบเดิม
05 ต.ค. BBBB
งานสัมมนาผู้ร่วมจัดงานเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569
สปาร์กพลังสร้างสรรค์เหนือข้อจำกัด! CEA ประกาศจัดงานเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569 (Chiang Mai Design Week 2026) ภายใต้แนวคิด “Local Thunders, Global Transformation” ปักหมุดขับเคลื่อนธุรกิจ นวัตกรรมกลิ่น และความยั่งยืนสู่เวทีโลกสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) สำนักภาคเหนือ เตรียมจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีกับเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569 (Chiang Mai Design Week 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 13 ธันวาคม 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “Local Thunders, Global Transformation” เพื่อปลุกพลังสร้างสรรค์จากความร่วมมือนักสร้างสรรค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปลดล็อกพลัง “คน” และภูมิปัญญาลึกซึ้งของท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับตัว (Shift) รับมือความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่แน่นอน โดยใช้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นเครื่องยนต์ใหม่ผลักดันธุรกิจและนักสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีนานาชาติ ผ่าน 3 แกนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเทศกาลการสร้างโอกาสใหม่ (New Opportunities) กิจกรรม Business Matching, Studio Visit, Pop Market, Cross-Industry Project (งานคราฟต์ x ดีไซน์ x อาหาร) และ International Residency การรวมกลุ่ม Homecoming Creator ทั้ง Homecoming Club Speed Dating เชื่อมโยงนักสร้างสรรค์คืนถิ่นร่วมกับคนในพื้นที่ การลงทุนเพื่ออนาคต (Local Sustainable Living) ที่เชื่อมช่องว่างระหว่างวัย (Bridge Generation) นำความคิดสร้างสรรค์มาแก้ปัญหาสังคมสูงวัย และสิ่งแวดล้อม (Design for Better Living)ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความคิดสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่การเสวนาแลกเปลี่ยน โดย คุณอิ่มหทัย กันจินะ ผู้อำนวยการสำนักภาคเหนือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ร่วมกับพันธมิตร กลุ่มนักสร้างสรรค์ เครือข่ายความร่วมมือภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คุณกานต์ชนก ประกาศวุฒิสาร รองนายกเทศมนตรี เทศบาลนครเชียงใหม่, ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่, คุณชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย, คุณธัญญพร จิตราภิรมย์ ตัวแทนนักสร้างสรรค์ กลุ่ม PATTERN.ERS นอกจากนี้ มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “กฎหมายและสิทธิคุ้มครองระหว่างประเทศ” โดย คุณกิตติเทพ จริงจิตร ผู้อำนวยการ บริษัท เอเค ไอพี เวนเจอร์ จำกัดโดยตลอด 9 วันของการจัดงาน ประกอบด้วยโปรแกรมจากเครือข่ายนักสร้างสรรค์ทั่วภาคเหนือ ผ่านเรื่องราวของอาหาร งานหัตถกรรม ดนตรี และงานออกแบบ ในส่วนของกิจกรรมไฮไลต์ เทศกาลฯ นำผู้ชมย้อนสำรวจต้นทุนธรรมชาติและวัฒนธรรมของภาคเหนือ ขานรับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อน Wellness Economy Scents Asia 2026: โครงการยุทธศาสตร์เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมกลิ่นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ประกอบด้วยไฮไลต์หลัก ได้แก่ ‘Asia Scent Showcase’ พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์กลิ่นจากกว่า 50 แบรนด์ท้องถิ่น, ‘Balance in Balance Exhibitions’ นิทรรศการนวัตกรรมกลิ่นรูปแบบ Immersive ถ่ายทอดศักยภาพวัตถุดิบท้องถิ่น และ ‘Scents Asia Awards’ การประกวด Make Scents Award เชิดชูเกียรตินักปรุงกลิ่นที่ผสานวัตถุดิบท้องถิ่นกับนวัตกรรม ภายใต้ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศฝรั่งเศสเพื่อยกระดับสู่สากลนิทรรศการที่นำเสนอศักยภาพวัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าใหม่แก่อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ (Wellness Economy) โดยขับเคลื่อนเรื่อง ‘กลิ่น’ เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรมอื่น ๆเทศกาลดนตรี LABBfest. ที่เชื่อมศิลปินภาคเหนือกับเวทีทั้งในประเทศและต่างประเทศPop Market ตลาดสร้างสรรค์ ที่นำเสนอสินค้าและบริการจากกระบวนการที่คำนึงถึงความยั่งยืน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายไปจนถึงการจัดงานTrade & Business Matching เวทีเจรจาธุรกิจแบบ B2B ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยเข้ากับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ซื้อ และเครือข่ายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเปิดประตูสู่ตลาดโลกรวมถึงเวิร์กช็อปและการแสดงศิลปะร่วมสมัยอีกมากมาย ซึ่งได้รับการออกแบบมารองรับผู้คนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ครอบครัว วัยรุ่นเจน Z ไปจนถึงผู้สูงวัยเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่พิสูจน์ความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง ผลักดันมาตรฐานของเทศกาลให้เป็น International Festival ที่เป็นที่ประจักษ์ในฐานะสมาชิกของ World Design Weeks มากว่า 11 ปี โดยในปีก่อนหน้า (CMDW2025) เทศกาลสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้สูงถึง 170,517 คน และสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,554 ล้านบาท (Direct Impact 823.98 ล้านบาท) รวมถึงกระตุ้นให้เกิดอัตราการจ้างงานในพื้นที่กว่า 3,134 อัตรา ในปีนี้ คาดว่าจะสร้างปรากฏการณ์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับที่เติบโตขึ้นพร้อมส่งออกนักสร้างสรรค์และธุรกิจสร้างสรรค์สู่เวทีระดับนานาชาติร่วมเฉลิมฉลอง แบ่งปัน และสานพลังสร้างสรรค์ให้ภาคเหนือเราได้เฉิดฉาย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจขับเคลื่อนโลก ในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569 (Chiang Mai Design Week 2026) ภายใต้แนวคิด “Local Thunders, Global Transformation” ระหว่างวันที่ 5 -13 ธันวาคม 2569 นี้ ที่เชียงใหม่!#ChiangMaiDesignWeek #CMDW2026 #LocalThundersGlobalTransformation #CEA #TCDCChiangMai
02 ก.ย. BBBB
สปาร์กพลังท้องถิ่น สู่คลื่นการเปลี่ยนแปลงระดับสากล
Local Thunders, Global Transformation สปาร์กพลังท้องถิ่น สู่คลื่นการเปลี่ยนแปลงระดับสากลปี 2569 คือปีที่โลกเต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลง เมื่อสัญญาณจากศูนย์กลางเริ่มแปรปรวน และฟ้าฝนดูไม่เป็นใจ แต่ธรรมชาติไม่เคยปล่อยให้เกิดสุญญากาศนานนัก เพราะท่ามกลางแรงกดจากเบื้องบน สิ่งที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากเบื้องล่างคือพลังที่ถูกชาร์จขึ้นมาจากท้องถิ่น จากผู้คนที่รู้จักรากเหง้า ภูมิปัญญา และศักยภาพของพื้นที่ตัวเองดีกว่าใครพลังเหล่านี้อาจเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ จากชุมชนหนึ่ง เวิร์กช็อปหนึ่ง หรือบทสนทนาระหว่างคนไม่กี่คน แต่เมื่อแต่ละจุดเชื่อมโยงถึงกัน ความคิดเล็ก ๆ ก็สามารถก่อตัวเป็นแรงขับเคลื่อนที่ส่งต่อไปได้ไกลเกินกว่าขอบเขตของเมือง และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครคาดคิดและนี่คือ Local Thunders เสียงฟ้าร้องของนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นในภาคเหนือ เสียงคำรามที่ไม่ได้มาเพื่อพัดทำลาย หากเป็นสัญญาณของพายุสร้างสรรค์ที่จะพาฝนแห่งความหวังโปรยลงมา หล่อเลี้ยงผู้คน เมือง และอนาคตให้กลับมาชุ่มชื้นอีกครั้ง พร้อมเปิดพื้นที่ให้แนวคิดใหม่ได้งอกงามขึ้นจากฐานความรู้และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สำนักภาคเหนือ ชวนทุกคนร่วมปักหมุดการเปลี่ยนแปลงในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) ครั้งที่ 12 ภายใต้แนวคิด Local Thunders, Global Transformation จุดประกายพายุสร้างสรรค์จากความร่วมมือ พร้อมร่วมสานพลังจากท้องถิ่นเพื่อส่งเสียงคำรามไกลไปทั่วโลก ให้เชียงใหม่และภาคเหนือเป็นพื้นที่ซึ่งความคิดจากชุมชนสามารถมาพบกับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมเพราะสินทรัพย์ท้องถิ่นไม่ได้มีไว้เพื่อเชิดชูบนหิ้ง แต่เป็นเชื้อไฟของนวัตกรรมที่ต่อยอดเป็นทางออกใหม่ได้เสมอ เทศกาลครั้งนี้จึงชวนผู้คนในภาคเหนือ นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และเครือข่ายนานาชาติมาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน ทดลอง และสังสรรค์ เพื่อปลุก “ของดี” ในพื้นที่ให้กลับมาสดใส กระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนแบบใหม่ และทำให้เสียงของท้องถิ่นกลายเป็นแรงสะเทือนเชิงบวกบนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นการนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาตีความใหม่ การพัฒนาวัสดุและกระบวนการผลิตให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตปัจจุบัน หรือการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับมามองเห็นคุณค่าของบ้านเกิดในมุมที่แตกต่าง ทุกความเป็นไปได้ล้วนสามารถเริ่มต้นขึ้นได้ เมื่อความรู้จากคนในพื้นที่ได้รับพื้นที่ในการทดลอง และเชื่อมโยงเข้ากับมุมมองจากภายนอกอย่างเหมาะสมเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ ครั้งที่ 12 นำเสนอประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติความคิดและการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการและพาวิลเลียนจากนักออกแบบและศิลปินทั้งในและต่างประเทศ การประชุมวิชาการและงาน Business Matching เชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติ และเวิร์กช็อปเสริม/สร้างทักษะที่ออกแบบมาสำหรับการรับมือในโลกที่แสนผันผวน นอกจากนี้ยังมีตลาดสร้างสรรค์ ดนตรี ศิลปะการแสดง และกิจกรรมชุมชนอีกมากมายที่รอให้มาสัมผัสแต่ละกิจกรรมจึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อจัดแสดงผลงานหรือสร้างความคึกคักให้เมือง หากยังเป็นพื้นที่ทดลองความเป็นไปได้ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือ และเวทีที่เปิดให้ผู้ชมได้เข้ามามีส่วนร่วม ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนมุมมอง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเมืองไปพร้อมกับนักสร้างสรรค์และผู้คนในพื้นที่เพราะเสียงฟ้าร้องครั้งนี้จะไม่ได้จบลงแค่ในเชียงใหม่หรือภาคเหนือ หากคือสัญญาณว่านวัตกรรมจากรากเหง้ากำลังแปรเป็นแรงสะเทือนบนเวทีโลก และอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อพายุปรากฏ ฝนจะตกลงมา ท้องฟ้าหลังจากนั้นย่อมสวยงามเสมอสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรอคอยความเปลี่ยนแปลง แต่คือการร่วมกันลงมือทำให้พลังเล็ก ๆ จากแต่ละพื้นที่เชื่อมต่อถึงกัน จนกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่พาเมือง ผู้คน และสังคมก้าวไปข้างหน้า พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ยึดโยงอยู่กับรากของตัวเองมาร่วมกันสปาร์กพลังไปด้วยกัน ในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ ครั้งที่ 12 ภายใต้แนวคิด Local Thunders, Global Transformation ระหว่างวันที่ 5–13 ธันวาคม 2569 นี้ แล้วพบกัน
31 พ.ค. BBBB

